วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

The cinematography to film still

The cinematography to film still
Eadweard J. Muybridge ช่างภาพ นักประดิษฐ์ ชาวอังกฤษ ได้รับการว่าจ้างจาก ผู้ว่าการรัฐแคลลิฟอร์เนีย ให้บันทึกภาพการวิ่งของม้า เนื่องจากมีการพนันกันว่า ม้าในขณะที่วิ่งนั้น เท้าทั้งสี่ ข้างลอยพ้นจากพื้นทั้งหมดหรือไม่
เขาจึงได้ทำการบันทึกภาพ ม้าวิ่งโดยใช้กล้อง วางไว้ที่พื้นพร้อมกับสายลั่นชัตเตอร์เมื้อม้าวิ่งผ่าน ขาจะแตะสายลั่นชัตเตอร์และกล้องจะบันทึกภาพ เขาตั้งกล้องจำนวน  24 ตัว

                 
แล้วนำไปฉายโดยใช้เคริื่องฉาย Zoopraxiscope
โดยผลที่ได้ก็พบว่าม้าวิ่งเต็มที่จะมีจังหวะที่สูงสุดเท้าทั้งสี่ข้างจะลอยจากพื้นพร้อมกัน

ซึ่งต่อจากนั้นเขาได้ทำการถ่ายภาพการเคลื่อนไหวของมนุนษย์,สัตว์ ต่างๆไว้มากมาย โดยใช้พื้นฐานการ บันทึกภาพที่ได้จากการบันทึกภาพม้าวิ่ง



โดยภาพจะถูกนำมาใช้เพื่อศึกษาการเคลื่อนไหวของมนุษย์และสัตว์เขาได้บันทึกภาพเหล่านี้มากกว่า 100,000ภาพและเป็นแรงบันดาลใจให้กับการพัฒนาภาพยนตร์และฟิลม์ม้วนในเวลาต่อมา 

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Pictorialism "personal artistic expression"


Henry peach Robinson ได้เขียนหนังสือชื่อ Pictorial Effect in Photography กลายเป็นมาตรฐานให้กับแนวทางการถ่ายภาพ ตลอดศษตวรรษที่ 19 ทำให้ภาพแนว Pictorial ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในฐานะงานศิลปะภาพถ่ายเช่นกัน
โดยเริ่มมีการสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องและเป็นกระแสหลัก ในประมาณ ปี1885 โดยมีผลมาจากความแพร่หลายของ ระบบ Dry plateเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมในช่วงปลาย ศตวรรษที่ 19 จนถึงต้น ศตวรรษที่ 20 ก่อนที่จะเข้าสู่ยุค สมัยใหม่

มีแนวคิดที่ต้องการสร้างสรรค์งานให้มีลักษณะใกล้เคียง กับภาพเขียนโดยมีเหตุที่ว่าการถ่ายภาพในสมัยนั้นไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะ โดยมีลักษณะเด่น ในทางเทคนิคคือ
•ขาว ดำ หรือ sepia tone
•Solf focus
•เพื่อลดความคมชัดช่างภาพ ใช้เข็ม ขูดไปบนกระดาษ ก่อนการพิมพ์ภาพ
•มีลักษณะ และสัมพันธ์กับงาน Impressionism
•ได้รับความนิยมแพร่หลายใน สหราชอาณาจักร และยุโรบ จนถึงสหรัฐอเมริกา
ภาพที่ถ่ายส่วนมากจะเป็นภาพทิวทัศน์, บุคคล มากกว่าจะเป็นภาพของเมืองหรือสิ่งของ





           

        

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Julia Margaret Cameron


Julia Margaret Cameron (11 June 1815 – 26 January 1879)
         เป็นช่างภาพสตรีชาวอังกฤษ ที่เริ่มถ่ายถาพในวัยกลางคนหลังจากที่หมดภาระกับลูกๆที่เติบโตจนหมด เธอเริ่มเรียนรู้การถ่ายภาพเมื่ออายุได้ 48 ปี เมื่อได้รับกล้องถ่ายภาพเป็นของขวัญ จากลูกสาว  โดยเรียนรู้กับช่างภาพที่มีชือเสียงในสมาคมถ่ายภาพของอังกฤษ และในที่สุดก็นเป็นสมาชิกของสมาคมนั้น
งานของ เธอมีความโดดเด่นในเรื่องการสร้างเรื่องราวของภาพ บุคคล ในลักษณะของงานปราณีตศิลป์ ในจดหมายที่เขียนถึง เซอร์ จอนท์ เฮเชอร์  ว่าการที่ภาพถ่ายจะเป็นงานศิลปะนั้นต้องเป็นการผสมผสานกันระหว่าง ความจริง ความคิดและ บูชาความไม่มีแก่นสารของสัจจะ ด้วยความงามและบทกวี  ภาพส่วนมากของเธอเป็นภาพบุคคล ของเพื่อน และเพื่อนขอเพื่อนโดยเฉพาะบุคคลที่สำคัญในยุดวิทอเรียน ไม่ว่าจะเป็น ชาล ดาวินท์ อัลเฟรด เทเนสสัน  การถ่ายภาพของเธอนำเสนอ ลักษณะทีเด่นชัดของบุคคลที่เธอถ่ายภาพ เช่นภาพของ เซอร์ จอนท์ เฮเชอร์ (John Herschel) นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสีียงในสมัยนั้น  ที่เธอบันทึกภาพ ใบหน้าที่มีผมชี้ยุ่งเยิงของ นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่มีความคิดก้าวหน้าและมีพลังในการคิดเสมอ  เธอกล่าวในหนังสือชีวประวัติของตัวเองว่า เวลาที่เธอถ่ายภาพ เธอพยายามเป็นอย่างมากที่จะ ถ่ายถอดสิ่งที่บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้ากล้องของเธอ คิด,เป็นและเชื่่อ ในสิ่งที่เขาเหล่านั้นทำอยู่


ลักษณะผลงานของ คาเมรอนมักจะสร้างจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจาก  คัมภีร์ไบเบิล,เทพนิยากรีก,ภาพเขียนในยุคเรเนซองห์  รวมไปถึงเรื่องราวพื้นบ้านและวรรณกรรมของอังกฤษ ดังเช่นเธอได้สร้างภาพของ Marry Hilier พนักงานเสริพ เป็นพระแม่มารี โดยอาศัยการจัดแสงและเสื่อผ้าพร้อมกับหลังฉากหลังอย่างตั้งใจ
                  เหมือนกับช่างภาพสตรีร่วมสมัยเธอมักจะถ่ายภาพผู้หญิงเป็นหลักเพราะว่าในเวลานั้นผู้หญิงมักจะไม่ที่รู้จักของสาธารณะชนส่วนมากถ้าไม่ใช้นักแสดง ซึ่งจะต่างจากผู้ชายที่หลายๆคนที่เธอรู้จักเป็นคนที่มีชื่อเสียง ทำให้ง่ายต่อการเปลี่ยนหญิงธรรมดาเหล่านั้นให้กลายเป็น เทพธิดา หรือนางไม้

 


  
บ่อยครั้งที่เธอเลือกที่จะสร้างภาพจากช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ของเนื้อเรื่องที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของผู้ชม ดังเช่นภาพของ โอฟิเลีย ซึ่งเป็นตัวละครในวรรณกรรมกรีกที่ผู้ชมรู้จักเป็นอย่างดี
เธอมักจะใช้รูปแบบของการแต่กายของผู้หญิงในยุคกลางของยุโรปที่มักจะปรากฏในงานภาพเขียนของศิลปิน พรีราฟาเอล (Pre-Raphaelite Brotherhood) และมีหลายภาพที่คลายกับงานของ ดันเต้ กาเบรีย โรเซตติ[1](Dante Gabriel Rossetti)
ภาพที่ดูนุ่มนวลและเบลอเป็นผลมาจากการที่เธอใช้ช่วงโฟกัสผิดพลาดในการบันทึกภาพทำให้มีเพียงบางส่วนของบุคคลในภาพมีความคมชัดรวมไปถึงการใช่เลนส์ที่คุณภาพไม่ดีนัก ทำให้ภาพนุ่มนวล  สิ่งนี้ได้กลายเป็นลักษณะเด่นของภาพถ่ายของเธอ  โดยทีไม่สนใจกับการวิจารณ์ในเรื่องความไม่คมชัดของภาพเอได้สร้างสรรค์งานในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลายเ็นผลดีกับรูปแบบของผลงานที่มักจะนำแบบหญิงสาวมาแสดงท่าทางเป็นตัวละครต่างๆ ที่แสดงออกจากจิตนาการ บางก็ชวนฝัน บางก็ชวนให้คิดต่อในการสร้างบรรยากาศหมอกมัว บางก็ดูลีกลับ เช่นภาพของนางไม้

                  ต่างจากช่างภาพหญิงในยุคเดียวกันเธอจัดแสดงผลงานและพยายามที่ขายผลงานของเธอ โดยใช้นักขายงานศิลปะที่มีชื่อเสียงในกรุงลอนดอนแต่ก็ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนักเพราะเธอถูกมอง ว่าทำงานของผู้หญิงที่เคร่งศาสนา ที่ไม่สามารถถ่ายภาพให้คมชัดได้
                  อย่างไรก็ตามผลงานของ คาเมรอนก็ถือว่าเป็นการบุกเบิกการสร้างภาพโดยอาศัยการจัดวางท่าทาง สร้างบรรยากาศและอารมณ์ในภาพด้วย แสง การโฟกัส  และจิตนาการ ของผู้สร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังเป็นงานที่เปิดโอกาศให้ผู้ชมได้จิตนาการหรือตีความภาพของเธอตามเนื้อหาเรื่องราวของตัวละครในเรื่องที่เธอหยิบออกมาสร้างเป็นภาพถ่าย มากกว่าในฐานะเครื่องระบุตัวตน ในสมัยของเธอ


[1] ศิลปิน ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Pre-Raphaelite Brotherhood  ชอบวาดภาพจากเรื่องราวของเทพนิยาย

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ศิลปะกับการถ่ายภาพในยุคแรก Art and photography

ศิลปะกับการถ่ายภาพในยุคแรก Art and photography 
ภาพถ่ายในยุคแรกๆจึงไม่คำนึงถึงเรื่องความงามทางศิลปะมากนัก ลำพังเอาแค่ถ่ายให้คมชัดนี่ก็ยากเย็นมากแล้วศิลปินเองก็ไม่ยอมรับภาพถ่ายว่าเป็นงานศิลปะเป็นเพียงเครื่องมือช่วยบันทึกเท่านั้นหาได้มีความคิดและการใช้ฝีมือที่ละเอียดอ่อน แต่ว่าภาพถ่ายก็ถูกใช้งานโดยกลุ่มคนต่าง มากมายไม่ว่าจะเป็นภาพบุคคล ภาพทิวทัศน์
อย่างไรก็ตามด้วยความที่คิลปินเป็นคนช่างสังเกตุและสนใจใคร่รู้สิ่งใหม่ๆเลยมีศิลปินบางคนที่พยายามที่จะนำงานภาพถ่ายมาสร้างเป็นงานศิลปะไม่ว่าจะเป็น Qscar Rejlander ที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น ในสมัยแรกๆการถ่ายภาพแบบดาแกร์โรพท์ไม่สามารถตกแต่งภาพและ นำมาพิมพ์ใหม่ได้  จึงไม่เป็นที่นิยมในารนำมาสร้างงานศิลปะ ศิลปินมักจะใช้ระบบกระดาษ จนเกิดการพัฒนา wet plate ศิลปินจึงเปล่ียนมาใช้กระบวนการนี้ทันทีเพราะมีคุณภาพที่ดีกว่า  อย่างไรก็ตามในยุคแรก wet plate มักจะมีปัญหากับสีนำ้เงินคือไม่มีประสิทธิภาพมาก ในโทนนำ้เงินทำ ให้ภาพท้องฟ้ามักขาวเมื่อถ่ายภาพศิลปินจึงซ้อนภาพท้องฟ้าที่ถ่ายด้วยเวลามากขึ้นตามลงไปที่หลังด้วยความที่การถ่ายภาพต้องใช้เวลามากในการบันทึกและการใช้พื้นที่ในการบันทึกภาพเป็นสิ่งที่ยุ่งยากในการควบคุม ดังน้ันการซ้อนภาพจากหลายๆเพลทจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ดังที่เราทราบกัน ในงานTWO WAY OF LIFE ของ Qscar Rejlander ที่ใช้มากกว่า 30 เพลทในการสร้างภาพขนาดกว้าง 31 นิ้ว
ศิลปินในยุคแรกมองการสร้างงานศิลปะภาพถ่ายให้มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับภาพวาดโดยเฉพาะภาพในยุคrenaissanceศิลปินในยุคนั้นบางคนถึงกับเสนอแนะให้ช่างภาพโฟกัสภาพให้เบลอเล็กน้อยเพื่อลดความคมชัดทำให้ภาพนุ่มเหมือน ภาพเขียน
ในส่วนของการสร้างภาพจะมีการจัดวางอย่างปราณีตราวกับเป็นการสร้าง ฉากของละครเวทีทำเกิดความงามขององค์ประกอบในหน้าฉากนั้นผู้ชมจะสัมผัสกับภาพในแนวระนาบที่ไม่มีความลึกมากนักแบบละครเวที    ที่เรียกว่า Tableaux velvant  ซึ่งก็สอดคล้องกับการแบบในภาพต้อง แสดงท่าทางหยุดนิ่งอย่างน้อย 20วินาทีถึง 1นาที ภาพจึงจะมีความคมชัดสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นรูปแบบหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพถ่ายในเวลาต่อมา ในส่วนของเรื่องราวของภาพถ่ายส่วนจะเรื่องของเทพนิยาย เรื่องราวทางศาสนา,วีรบุรุษ หรือบทละครของเชคเสปียร์ และยังรวมไปถึงการได้รับอิทธิผลของภาพวาดครอบครัวของชนชั้นสูงที่มีการแสดงอารมณ์แบบสบายๆ อีกด้วย

James Elliot, Quite a Hopeless case, c 1856 hand colour stereograph. V&A Museum London
เป็นภาพที่แสดงการการจัดวางองค์ประกอบต่างๆในภาพที่มีลักษณะใกล้เคียงกับละครเวที ภาพจะได้อิทธิพลมาจากภาพเขียนที่มีเรื่องราวในเชิงจริยธรรม


Don Quixote in His Study, 1857
William Lake Price (British, 1810–1896)
Albumen silver print from glass negative; 12 9/16 x 11 in. (31.9 x 28 cm)
Gift of A. Hyatt Mayor, 1969 (69.635.1) (www.metmuseum.org)
ภาพของ William lake price สร้างจาก เรื่อง ดอน กีย์โฮเต้ เป็นตัวอย่าง ที่ช่างภาพใช้อุปกรณ์ประกอบฉากโดยพยามให้เหมือนกับฉากในนวนิยายมากที่สุด

Note: ภาพ ของ TWO WAY OF LIFE ของ Qscar Rejlander เป็นตัวอย่างที่ดี ของ Tableaux velvant  ที่กลุ่มของคนในภาพล้วนแสดงออกมาโดย มีการวางจุดเด่นที่ตรงกลาง แล้วปล่อยให้เนื้อหาทั้งหมดปรากฏอยู่ตรงหน้าเหมือนกับยืนอยู่หน้าฉากเวทีละคร  ใช้การซ้อนภาพและใช้การวาดเติมนำ้หนักในภาพบ้าง นอกจากนี้เขายั้งได้รับ แรงบันดาลใจในการวางองค์ประกอบและเรื่องของแสงจาก ภาพเขียน renaissance อีกด้วย
Henry peach Robinson (1830-1901) จิตรกรและช่างภาพ เขาได้ศึกษาการประกอบและซ้อนภาพจากหลายๆเนคกาทีฟจาก Qscar Rejlander  ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานในสตูดิโอ เขาได้ทดลองสร้างภาพที่ผสมกันระหว่าง ภาพที่วาดด้วยมือกับภาพถ่าย  เป็นวิธี การเตรียมภาพร่างเพื่อให้ภาพที่จะถ่ายภาพออกมาสมบูรณ์ที่สุด
นอกจากนี้เขายังใช้การร่างภาพอย่างละเอียดเพื่อเป็นการ จัดว่างองค์ประกอบให้ลงตัวตามที่คิดไว้ อย่างละเอียด
เขาหลงใหลการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก ภาพของเขาพยายามที่จะแสดงอารมณ์  ที่สะเทือนใจให้กับผู้ชม ดังเช่นในภาพ  Feding away  ที่นำเสนออารมณ์เศร้าโศกของการ ครอบครัวที่กำลังจะสูญเสีย บุตรสาว

ภาพเมื่อเผยแพร่ออกไปทำให้เกิดการความสังสัยถึงความเป็นจริงในภาพซึ่งโรบินสันได้ออกมาแจ้งว่าภาพเป็นการสร้างขึ้น  หาได้เกิดขึ้นจริงไม่  ภาพนี้สร้างจากการถ่ายภาพทั้งหมด 5เนคกาทีฟ ใช้ภาพบรรยากาศรวมๆที่ถ่ายการสร้างฉากขึ้น และเตรียมนักแสดงแบบเข้าฉากในแต่ละส่วน เพื่อการบันทึกภาพ
  อย่างไรก็ตาม โรบินสันได้ทดลองสร้างภาพ"She Never Told Her Love," ขึ้นมาก่อนหน้านี้ เป็นภาพที่แสดงอารมณ์ เศร้าโศกของหญิงสาว ที่กำลังจะจากไป   ภาพจะเน้นให้ผู้ชมสะเทือนใจกับอารมณ์ในภาพเป็นสำคัญ
"She Never Told Her Love," 1857Henry Peach Robinson (British, 1830–1901)
Albumen silver print from glass negative; 7 1/16 x 9 1/8 in. (18 x 23.2 cm)
Gilman Collection, Purchase, Jennifer and Joseph Duke Gift, 2005 (2005.100.18)ภาพจาก www.metmuseum.org
ภาพของโรบินสัน มักจะแสดงอารมณ์โดยใช้การแสดงทางสีหน้าของแบบ การจัดวางและการใช้นำ้หนักของแสงเป็นหลัก ได้รับอิทธิพลจากงานจิตรกรรมในกลุ่ม Pre-Raphaelites[1]  ที่เพื่องฟูในอังกฤษ

ในภาพ  The Lady ofShalot(1861) เขาใช้เนื้อหาเรื่องราวและพยายามจัดวางองประกอบภาพให้ใกล้เคียงกับภาพวาด Ophelia โดย John Evereet Millais มากที่สุด
Henry peach Robinson ได้สร้างงานไว้เป็นจำนวนมาก เขาเชื่อว่าภาพควรแสดงอารมณ์ออกมาเพื่อโน้มน้าวผู้ชมให้คล้อยตามอารมณ์ของภาพนั้นๆ งานเขียน Pictorial Effect in Phtography กลายเป็นมาตรฐานให้กับแนวทางการถ่ายภาพ ตลอดศษตวรรษที่ 19 ทำให้ภาพแนว Pictorial ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในฐานะงานศิลปะภาพถ่ายเช่นกัน



[1] Pre-Raphaelites เป็นกลุ่มศิลปิน อังกฤษที่เชื่อว่า ควรนำแนวทางการสร้างงานจิตกรรมที่มีการจัดวางอย่างงดงามแต่ซับซ้อนสีสรรสดและมีรายละเอียดมากในงาน มากกว่าที่จะใช้รูปแบบคลาสิคทีได้รับอิธทิพลของ ราฟาเอลและไมเคิลแองเจลโล

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

       ภาพหนึี่งภาพแทนคำนับพันเราคงคุ้นกับคำนี้และเข้าใจความหมายกันเป็นอย่างดีแต่เคยสงสัยไหม ครับว่าภาพที่สามารถแทนคำพูดพันคำได้นี่เป็นอย่างไร ภาพภาพหนึ่งย่อมมีความหมายในตัวเอง แต่การที่จะนำเสนอความหมายให้ลึกซึ้งกินใจ สวยงาม และสื่อความหมายได้นั้น นักถ่ายภาพก็ย่อมต้องมีฝีมือ ชั้นเชิงและวิธีคิดหน่อย ชั้นเชิงเหล่านี้มันมีอะไรบ้าง
เราจะมาดูกันว่าช่างภาพแต่ละคนมีวิธีคิดวิธีสร้างสรรค์งานอย่างไร

ภาพถ่ายนี่เกิดมาได้ไม่นานเมื่อเทียบกับ ทัศนศิลป์อื่นๆก็เกือบๆ 200 ปี จากวันที่นักวิทยาศาสตร์ชาว ฝรั่งเศษซื่อ JOSEPH NICEPHORE NIEPCE ที่พยายามค้นคว้าหาทางบันทึกภาพเหมือนกับตาเห็น ในวันที่อากาศแจมใสปีค.ศ.1826 เอาแผนโลหะเคลื่อบสารเคมีวางไว้หลังกล้องที่หันออกหน้าต่างห้องทำงานของเขา แล้วลืมไว้ 8 ชั่วโมง พอกลับมาดูก็เลยได้ภาพที่ถูกบันทึกไว้เป็นภาพแรกของโลก
เพิ่มวิดีโอ




View from the window at Gras

เรียกกันภายหลังว่า View from the window at Gras หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็เอาใหญ่ครับ คิดค้นวิธีการต่างๆโดยใช้พื้นฐานของคุณ เนียซ์พ จนเกิดระบบการบันทึกภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆมาจนปัจจุบัน
พอมีการถ่ายภาพซึ่งเป็นของใหม่ของโลก และยังสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้การถ่ายภาพแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วครับลองคิดดูนะครับ ภาพถ่ายเกิดในช่วงกลางรัชกาลที่3 พอช่วงปลายๆรัชกาลการถ่ายภาพก็มาถึงเมืองไทยแล้วครับ เรื่องการถ่ายภาพกับเมืองไทยนี่สนุกครับเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอีกที่ครับ
ด้วยความที่เกิดจากนักวิทยาศาสตร์ ภาพถ่ายในยุคแรกๆจึงไม่คำนึงถึงเรื่องความงามทางศิลปะมากนัก ลำพังเอาแค่ถ่ายให้คมชัดนี่ก็ยากเย็นมากแล้ว ศิลปินเองก็ไม่ยอมรับภาพถ่ายว่าเป็นงานศิลปะ เป็นเพียงเครื่องมือช่วยบันทึกเท่านั้นหาได้มีความคิดและการใช้ฝีมือที่ละเอียดอ่อนแต่ว่าภาพถ่ายก็ถูกใช้งานโดยกลุ่มคนต่าง มากมายไม่ว่าจะเป็นภาพบุคคล ภาพทิวทัศน์ อย่างไรก็ตามด้วยความที่คิลปินเป็นคนช่างสังเกตุและสนใจใคร่รู้สิ่งใหม่ๆเลยมีศิลปินบางคนที่พยายามที่จะนำ เอางานภาพถ่ายมาสร้างเป็นงานศิลปะ
Oscar Rejlander เป็นศิลปินชาวดัทช์ทีี่ทำงานอยู่ในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษที่ เหมือนกับคนในยุคสมัยของเขาที่เป็นจิตรกรมาก่อนเขามีความเห็นว่าภาพถ่ายจะเป็นเหมือนเคร่ืองมืออันใหม่ให้กับศิลปินในการสร้างสรรงานศิลปะจึงสร้างภาพที่นำเสนอทารกยื่นพู่กันให้กับมือของผู้ใหญ่ที่ยื่นเหรียนมาแลก เปรียบเสมือนการถ่ายภาพที่เป็นสิ่งใหม่ที่พึ่งเกิดเหมือนทารกจะกลายเป็นเครื่องมือใหม่ให้กับศิลปิน เพียงแค่ศิลปินต้องจัดหาหรือแลกมันมา













คุณ ออสการ์ ชอบใช้เทคนิดการซ้อนภาพครับ สมัยนั้นทำยากเย็นมาก ด้วยเทคนิคนี้ เขาเลยได้สร้างงาน ที่ถือว่าเป็น มาสเตอร์ พีช ชิ้นแรกๆของภาพถ่ายในเชิงศิลปะ






The Two Way Of Life

ภาพ The Two Way Of Life เป็นภาพที่ต้องการจะบอกถึงวิถีชีวิต ที่สองทางเลือก สำหรับคนหนุ่มสาว ทางที่เต็มไปด้วยการแสวงหาความรู้และการทำงาน หรือเส้นทางแห่งความเหลวไหลจากความมัวเมาในโลกียะ โดยมีการนำเสนอในลักษณะแบบละครเวทีเขาสร้างภาพจากภาพกลุ่มของนักแสดงที่เขาถ่ายไว้เป็นกลุ่มแล้วนำ มาซ้อนกันประกอบเป็นเรื่องราว ภาพนี้เมื่อนำออกแสดง ผู้ชมต่างตกตะลึงในความเหมือนจริงในแบบที่ภาพเขียนไม่สามารถทำได้ ประกอบกับเรื่องราวที่สื่อสารอย่างมีชั้นเชิง ทำให้มีการสั่งให้สร้างภาพนี้ขึ้นอีก 31 ก๊อปปี้ และเจ้าชายอัลเบิตร์ พระสวามีของพระนางเจ้าวิคตอเรีย ก็ทรงซื้อไปเป็นพระองค์แรก ก็นับได้ว่าเป็นภาพถ่ายแรกที่ถูกซื้อในฐานะงานศิลปะ ภาพนี้ปัจจุบันจัดแสดงในห้องนิทรรศการถาวรของ พิพิทภัณฑ์วิคตอเรีย อัลเบิตร์ (Victoria&Albert Museum[V&A Museum]) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
จะเห็นได้ง่ายๆนะครับว่า ภาพถ่ายนี้ได้ยกระดับการสร้างสรรค์ การสื่อความหมายของภาพถ่ายในฐานะ งานศิลปะภาพถ่ายเชิงศิลป์นี้มักจะทิ้งประเด็นหรือเรื่องราวให้ได้คิดต่อเสมอ ภาพ The Two Way Of Life เมื่อเกือบ200ปีที่แล้วก็ยังคงทิ้งประเด็นให้กับคนรุ่นหลังได้คิดต่อว่าเราจะเลือกเดินทางไหนที่จะเป็นผลดีต่อชีวิตเรา
พิจักษณ์ ทนันชัยบุตร เมษายน 2552



วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Introduction

นี่คือบทความที่ทำไว้ใช้เพื่อรวบรวมคำสอนในวิชา ประวัติศาสตร์ภาพถ่าย ของสาขาวิชาการถ่ายภาพ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร ส.จ.ล ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงในงานวิชาการได้ และจะไม่ตอบหรือDiscuss อะไรใน Blog ทั้งสิ้น อ.พิจักษณ์